เที่ยวไหว้พระ 9 วัดที่อยุธยากับครอบครัว อิ่มบุญ สุขใจ

สำหรับวันหยุด เสาร์ – อาทิตย์ ที่กำลังจะมาถึงนี้ ฉันวางแผนเอาไว้ว่าจะพาครอบครัวไปไหว้พระ 9 วัดจังหวัดอยุธยาเสียหน่อย เพราะไม่ได้พาครอบครัวไปไหนนานมากแล้ว และอีกไม่นานก็จะถึงวันขึ้นปีใหม่ การพาครอบครัวและตัวเองไปทำสิ่งดีๆ เช่นนี้ ก็จะทำให้เกิดความสบายใจได้มาก ฉันค้นหารายชื่อวัดที่ไม่ควรพลาดทาง Google หลังจากนั้นก็ทำเช็คลิสต์ไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้ไม่ต้องไปวนหาให้เสียเวลา เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันจะมาเล่าให้คุณฟัง ว่าได้ไปวัดไหนมาบ้าง

2 วันกับ 9 วัด อยุธยา

เวลา 6 โมงเช้าล้อหมุนออกจากกรุงเทพ สมาชิกทุกคนภายในรถตื่นเต้นกันมากจะได้ออกไปทำบุญ และทำกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน ขอเริ่มจากวัดแรก ‘วัดพนัญเชิงวรวิหาร’ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำป่าสัก บรรยากาศเป็นวัดเก่าแก่อย่างแท้จริง คุณแม่ของฉันมีความศรัทธาต่อ ‘หลวงพ่อโต’ เป็นอย่างมาก ซึ่งท่านได้มากราบไหว้สมใจ ทุกคนต่างเดินดูนู่นดูนี่ด้วยความเพลิดเพลินตาอยู่ราวๆ 40 นาที ก็รีบขึ้นรถเพื่อออกเดินทางไปวันที่ 2 ‘วัดใหญ่ชัยมงคล’ วัดชื่อดังอีกแห่งหนึ่ง ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้ ฉันประทับใจพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นอย่างมาก เพราะทำให้ได้รับรู้ถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของท่าน และบริเวณรอบ ๆ วัดก็มีสวนหย่อมอันร่มรื่นไว้ให้ผู้มาเยือนได้พักผ่อนด้วย จากจุดนี้ถ่ายรูปได้อย่างสนุกสนานเลยทีเดียวเชียว ตามด้วยวัดที่ 3 ซึ่งมีความงดงามตราตรึงเป็นที่สุดกับ ‘วัดมงคลบพิตร’ ภายในวัดมีความพิเศษ คือ เป็นที่ประดิษฐานของ ‘หลวงพ่อมงคลบพิตร’ พระพุทธรูปของแท้จากโบราณ บุสำริดปางมารวิชัย ซึ่งเพียงแรกเห็นก็ถึงกับขนลุกเพราะมีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือไปจากความศรัทธาแล้ว พระพุทธรูปองค์นี้ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา ทักษะความชำนาญของช่างฝีมือไทยมีความวิจิตรในสมัยอยุธยาได้อย่างน่าดูชม และที่วัดแห่งนี้นี่เองที่ครอบครัวของเราได้แวะพักรับประทานอาหารกลางวัน เพราะท้องเริ่มร้อง ซึ่งบริเวณด้านหน้าบริเวณวัดมีชาวบ้านมาจำหน่ายข้าวของพื้นเมืองน่าสนใจทั้งนั้น อีกทั้งยังเต็มไปด้วยอาหาร – คาวหวาน, ผลไม้, ขนม รวมทั้งของดีเมืองอยุธยาให้ได้แวะช็อปและเติมพลังกันอีกด้วย ต่อไปเป็นวัดสุดท้ายของวันนี้เพราะสมาชิกภายในบ้านเริ่มออกอาการเหนื่อยล้ากันแล้ว สำหรับวัดนั้น ก็คือ ‘วัดหน้าพระเมรุ’ จุดมุ่งหมาย คือ การมานมัสการ ‘หลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ’ และรับชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ยืนหยัดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 หากแต่บางส่วนก็ได้มีการลบเลือนไปตามกาลเวลา แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงน่าประทับใจอยู่ดี หลังจากจบจากวัดนี้ก็เป็นเวลาบ่าย 3 กว่าๆ เราทุกคนจึงเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ที่พัก จองไว้ผ่านทางเว็บไซต์ คืนนั้นสมาชิกในครอบครัวของเราหลับเป็นตาย…เพราะเผชิญหน้ากับความร้อนแรงของแสงแดดมาทั้งวัน

วันที่ 2 กับการเดินทางนมัสการต่ออีก 5 วัดก่อนกลับบ้าน

วันนี้ทุกคนตื่นเช้าเหมือนเคย ลุกขึ้นมารับประทานอาหารเช้าของโรงแรม ก่อนเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าพร้อมออกเดินทางต่อ เราออกมาจากโรงแรมเป็นเวลา 11 โมงตรง วัดแรกของวันนี้ คือ ‘วัดมหาธาตุ’ สำหรับจุดเด่นของวัดมหาธาตุ คือ เศียรพระพุทธรูปที่ถูกฝังอยู่ในรากโพธิ์ ที่หลายๆ คนอาจเคยเห็นผ่านๆ ตากันมาบ้าง แลดูน่าอัศจรรย์ยิ่งนักเมื่อได้มาพบกับของจริง วัดต่อไปคือ… ‘วัดพุทไธศวรรย์’ ความน่าสนใจของวัดนี้คือ สามารถรอดพ้นจากการถูกเผาทำลายเมื่อครั้งดินแดนสยามเสียกรุง ในปี พ.ศ. 2310 ซึ่ง ‘ตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์’ เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ทำให้พ่อของฉันปราบปลื้มมาก ‘วัดไชยวัฒนาราม’ คือ วัด 8 สิ่งปลูกสร้างน่าสนใจภายในวัด มีมากมายหากแต่ฉันชอบ ‘พระอุโบสถ’ มากที่สุด เพราะมีความสวยงามยิ่งใหญ่ตระการตา คุ้มเวลาเดินทางมาเป็นอย่างยิ่ง ต่อมา ‘วัดธรรมิกราช’ ภายในอัดแน่นไปด้วยงานพุทธศิลป์หาชมได้อย่างยากยิ่ง และมีชื่อเสียงในเรื่องขององค์พระนอน มีความยาว 12 เมตร และสุดท้ายพวกเราก็เดินทางมาถึงวัดสุดท้ายของทริปนี้จนได้ ได้แก่ ‘วัดแม่นางปลื้ม’ ซึ่งเต็มไปด้วยศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น มีพระอุโบสถหน้าบันลวดลายวิจิตร และนี่ก็คือทริปที่ทำให้ครอบครัวของเราเกิดความรู้สึกอิ่มเอิบ มีจิตใจผ่องใส ถึงแม้จะมีความร้อนระอุ และเกิดความรู้สึกเหนื่อยอ่อนจากการเผชิญแสงแดดกันตลอดทั้งวัน หากแต่ก็ได้รับความสุขยิ่งใหญ่กลับคืนมา